สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทรงประกาศสงครามกับอังกฤษ

11 สิงหาคม พ.ศ. 2230 : สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทรงประกาศสงครามกับอังกฤษ

ชาวอังกฤษเข้ามากรุงศรีอยุธยาเมื่อปี พ.ศ. 2155 ลูกัส เอนทูนิส และพวกพ่อค้าชาวอังกฤษทั้งหมดได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม เพื่อถวายพระราชสาส์นของพระเจ้าเจมส์ที่1 แห่งอังกฤษ เมื่อวันที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2155 ปรากฏว่าเป็นที่พอพระราชหฤทัยมาก เพราะนับว่าเป็นประวัติการณ์ในประวัติศาสตร์ของไทยที่พระเจ้าแผ่นดินมีพระราชสาส์นมา จึงพระราชทานถ้วยทองและผ้าผืนเล็กๆ ผืนหนึ่งแก่พวกพ่อค้าชาวอังกฤษทุกคน

นอกจากนั้นยังโปรดอนุญาตให้ชาวอังกฤษเข้ามาทำการค้าขายและตั้งหลักแหล่งในประเทศไทยได้ และพระราชทานบ้านหลังหนึ่งให้เป็นสถานีการค้า ลูกัส เอนทูนิส ได้รับหน้าที่เป็นผู้อำนวยการของสถานีการค้าอังกฤษที่กรุงศรีอยุธยา แต่การค้าของอังกฤษที่กรุงศรีอยุธยาไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะขาดทุนและถูกขัดขวางจากโปรตุเกสและฮอลันดา จนถึงกับต้องปิดสถานีการค้าที่กรุงศรีอยุธยาอย่างเด้ดขาดเมื่อปี พ.ศ. 2169

ครั้นล่วงเวลามาถึงรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช บริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษได้กลับมาฟื้นฟูการค้าอีกครั้งหนึ่งในเมืองสยาม เมื่อ พ.ศ. 2202 ตามคำชักชวนของทางกรุงศรีอยุธยา ซึ่งต้องการได้อังกฤษมาคานอำนาจกับฮอลันดา สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงต้อนรับเป็นอย่างดี การเข้ามาของพ่อค้าชาวอังกฤษครั้งนี้มีส่วนทำให้ประวัติศาสตร์ไทยแทบจะเปลี่ยนโฉมหน้าไปเลย เพราะได้นำ “คอนสแตนติน ฟอลคอน” ฝรั่งชาติกรีกเข้ามาคนหนึ่ง ซึ่งต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็นขุนนาง ได้เลื่อนบรรดาศักดิ์โดยรวดเร็ว จนได้เลื่อนขึ้นเป็นถึงเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ เสนาบดีที่ปรึกษา

เจ้าพระยาวิชเยนทร์ อัครมหาเสนาบดีชาวกรีกของสมเด็จพระนารายณ์ เคยเป็นกะลาสีเรือสำเภาอังกฤษมาก่อน เจ้าพระยาวิชเยนทร์ได้เกลี้ยกล่อมชักชวนนักเดินเรืออังกฤษให้ลาออกจากบริษัทอินเดียตะวันออกของประเทศอังกฤษ มารับราชการควบคุมการเดินสำเภาไทยให้แก่สมเด็จพระนารายณ์แทน โดยให้เงินเดือนดีและยอมอนุญาตให้เอาสินค้าส่วนตัวใส่ไปขายประเทศใกล้เคียงในเรือสำเภาหลวงด้วยนโยบายแบบนี้มีผลดีถึงกับผู้จัดการบริษัทอังกฤษสองคนชื่อ ริชาร์ด เบอนาบี และแซมูเอล ไวท์ ลาออกจากบริษัทมารับราชการกับฝ่ายไทย สมเด็จพระนารายณ์ทรงแต่งตั้งให้นายริชาร์ด เบอนาบี เป็นถึงเจ้าเมืองมะริดและตั้งนายแซมูเอล ไวท์ เป็นเจ้าท่า มีอำนาจหน้าที่ควบคุมท่าเรือในเมืองเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม บริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษประสบกับการขาดทุนในสยาม เพราะฟอลคอนได้ชักชวนพ่อค้าเอกชนทำการค้าแข่งขันด้วย จึงได้เรียกร้องค่าเสียหายจากสมเด็จพระนารายณ์ฯ ในปีพ.ศ. 2230 และขู่ว่าหากกรุงสยามไม่ปฏิบัติตามคำร้องมานี้ประเทศอังกฤษจะแสดงอำนาจจัดการแก่ไทยตามสมควร นอกจากนั้นอังกฤษยังส่งเรือสำเภารบมาที่เมืองมะริดถึงสามลำขนทหารมาพร้อม พอถึงเมืองมะริดก็อ่านประกาศรัฐบาลอังกฤษให้แก่ชนชาติของเขาฟัง บังคับให้ข้าราชการชาวอังกฤษซึ่งทำงานอยู่ที่เมืองมะริดในเวลานั้น มีจำนวนทั้งหมด 25 คน ออกจากงานทันที

ระหว่างที่คอยคำตอบจากสมเด็จพระนารายณ์นั้น ทหารอังกฤษก็ลงจากเรือสำเภา ตรงเข้ายึดป้อมปราการของไทยที่เมืองมะริดรื้อพังป้อมเสีย โดยฝ่ายไทยไม่มีกำลังหรือปัญญาจะต่อต้าน เพราะเจ้าเมืองมะริดนั้นเป็นคนอังกฤษ มิได้สั่งให้ทำการต่อสู้แต่อย่างใด เรือสำเภาของไทยหลายลำที่จอดอยู่ริมท่าเรือ ก็ถูกอังกฤษยึดไปหมด เพราะเจ้ากรมท่าท่านก็เป็นคนอังกฤษเช่นเดียวกัน

พระยาตะนาวศรีได้รับใบบอกจากอังกฤษ ก็รีบส่งคนมากราบทูลเหตุการณ์ต่อองค์พระนารายณ์ แต่ความที่ท่านเป็นคนทำอะไรทำจริงแทนที่จะนั่ง ๆ นอน ๆ รอคำสั่งจากพระนารายณ์ ท่านกลับรีบจัดกองทัพ แล้วยกทัพจากเมืองตะนาวศรี เข้าปล้นเมืองมะริดที่พวกอังกฤษตั้งอยู่ทันที ในเวลากลางคืนวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ.2230 พวกอังกฤษไม่ได้เตรียมระวังตัวจึงถูกฆ่าตายไปเป็นจำนวนมาก ไทยแย่งป้อมปราการคืนมาได้ และรุกไล่จนสามารถยึดเรือรบอังกฤษไว้ได้หนึ่งลำ กัปตันเวลกับพวกอังกฤษที่เหลือตาย ต้องลงเรือสำเภาอังกฤษที่เหลืออยู่สองลำกางใบแล่นหนีออกจากเมืองมะริด

ตามบันทึกของบาทหลวงฝรั่งเศส ยังเล่าต่อไปอีกว่า เมื่อเรื่องนี้รู้ถึงเจ้าพระยาวิชยาเยนทร์ อัครมหาเสนาบดีชาวกรีกแล้ว เจ้าพระยาวิชยาเยนทร์ก็โกรธมาก เนื่องจากตนเองมีความสนิทสนมกับนายไวท์และนายเบอร์นาบีรวมทั้งบรรดาชาวอังกฤษเป็นอย่างดี จึงคิดจะแก้แค้นโดยส่งกำลังทหารไปยังเมืองตะนาวศรีและจับกุมพระยาตะนาวศรีกับพรรคพวกที่ร่วมก่อการทั้งหมดมายังกรุงศรีอยุธยาและกราบทูลให้สมเด็จพระนารายณ์ทรงประหารพระยาตะนาวศรีกับพรรคพวกทั้งหมด ซึ่งสมเด็จพระนารายณ์ก็ทรงมีพระบัญชาตามคำกราบทูลของอัครเสนาบดีคนโปรด ยังผลให้พระยาตะนาวศรีและพรรคพวกถูกประหารสิ้น

จนถึงวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2230 สมเด็จพระนารายณ์จึงทรงประกาศสงครามกับอังกฤษ แต่รัฐบาลอังกฤษถือว่าเป็นการสงครามระหว่างไทยกับบริษัทบริติชอิสต์อินเดียของอังกฤษ ประเทศอังกฤษกับไทยจึงขาดสัมพันธไมตรีต่อกันเป็นเวลาหลายร้อยปี

การนี้ทำให้การดำเนินการค้าขายของฟอลคอนร่วมกับพ่อค้าเอกชนชาวอังกฤษสิ้นสุดลง หลังจากประหารชีวิตพระยาตะนาวศรีและพรรคพวกแล้ว สมเด็จพระนารายณ์ฯ ได้ส่งตัวเมอซิเออร์เดอ โบเรอการด์ (M. de Beauregard) ชาวฝรั่งเศส ซึ่งมากับคณะทูตของเดอโชมองต์และรับราชการอยู่ที่กรุงศรีอยุธยา ให้ไปเป็นเจ้าเมืองมะริดแทน

ขอบคุณข้อมูลจาก : เรื่องพระยาตะนาวศรี โดย น.พ.วิบูล วิจิตรวาทการ

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *