พระราชพิธีพระราชทานรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม ๓ รัชกาล ตามโบราณราชประเพณี

เนื่องในวันที่ ๑๐ ธันวาคม เป็นวันรัฐธรรมนูญ หรือ วันพระราชทานรัฐธรรมนูญ เป็นวันที่ระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช ๒๔๗๕ เมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๕ เป็นรัฐธรรมนูญถาวรฉบับแรกของประเทศไทย

หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี ๒๔๗๕ จนถึงปัจจุบัน ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญบังคับใช้มาแล้ว ๒๐ ฉบับ ซึ่งไม่ต้องประกอบพระราชพิธีทุกครั้ง แล้วแต่จะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ตามธรรมเนียมปฏิบัติมี ๒ รูปแบบในการประกาศใช้รัฐธรรมนูญใหม่ คือ จัดพระราชพิธีพระราชทานรัฐธรรมนูญ และพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ผู้เกี่ยวข้องเข้าเฝ้าฯ รับพระราชทานรัฐธรรมนูญ ใน ๓ รัชกาลที่ผ่านมา มีพระราชพิธีพระราชทานรัฐธรรมนูญ ๓-๔ ครั้ง ครั้งแรกสมัยรัชกาลที่ ๗ ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกมีพระราชพิธีพระราชทานรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๕ ในสมัยรัชกาลที่ ๘ มีพระราชพิธีพระราชทานรัฐธรรมนูญเมื่อปี ๒๔๘๙ ส่วนในรัชกาลที่ ๙ มีพระราชพิธีพระราชทานรัฐธรรมนูญครั้งสุดท้าย เมื่อวันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๑๑ ส่วนในรัชกาลที่ ๑๐ นี้ มีพระราชพิธีประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับที่ ๒๐ ในวันที่ ๖ เมษายน ๒๕๖๐

ก่อนที่ราชอาณาจักรไทยจะมีรัฐธรรมนูญนั้น ราชอาณาจักรไทยมีการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕ ถือได้ว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์ไทยเชิงการเมืองการปกครอง เมื่อคณะราษฎร ซึ่งประกอบด้วยข้าราชการสายทหารบก ทหารเรือ และสายพลเรือน จำนวน ๙๙ คน โดยมีพระยาพหลพลพยุหเสนาเป็นหัวหน้า ร่วมกันยึดอำนาจการปกครองประเทศจากพระมหากษัตริย์ เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย อันมีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด และมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ ขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวประทับอยู่ ณ วังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ทรงตัดสินพระทัยที่จะยอมรับการเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยสงบ

ต่อมาในปี ๒๔๘๙ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ในหลวงรัชกาลที่ ๘ ทรงลงพระปรมาภิไธยในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๔๘๙ เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2489 โดยมีนายปรีดี พนมยงค์ เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ สำหรับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๔๘๙ นับเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ ๓ ของไทย จัดร่างโดยสภาผู้แทนราษฎร และประกาศและบังคับใช้เมื่อวันที่ ๑๐ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๘๙

ในสมัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ ๙ มีรัฐธรรมนูญหลายฉบับ และเมื่อวันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๑๑ เวลา ๑๐.๒๙ นาฬิกามีพระราชพิธีพระราชทานรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๑๑  ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม หลังจากที่ว่างเว้นการมีรัฐธรรมนูญฉบับถาวรมานานถึง ๑๑ ปี  เวลา ๑๐.๒๙ น. มหาดเล็กรัวกรับ ชาวม่านไขพระวิสูตร ชาวพนักงานกระทั่งแตรมะโหระทึก ทหารกองเกียรติยศถวายเคารพแตรวงบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี พระบรมวงศานุวงศ์ องคมนตรี คณะรัฐมนตรี คณะทูต สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ และข้าราชการเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทตามตำแหน่ง

เมื่อสุดเสียงประโคมแล้ว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อาลักษณ์อ่านประกาศกระแสพระราชปรารภประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยจบแล้ว ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญมอบฉบับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ให้ราชเลขาธิการเชิญขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงลงพระปรมาภิไธย และพระราชทานรัฐธรรมนูญซึ่งได้ลงพระปรมาภิไธยแล้วนั้น แก่ราชเลขาธิการ เพื่อนำไปให้ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ เจ้าพนักงานอาลักษณ์ประทับพระราชลัญจกรแล้ว มอบราชเลขาธิการทูลเกล้าฯถวาย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๑๑ แก่ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ ชาวพนักงานประโคมฆ้องชัยสังข์ แตร ดุริยางค์ แตรวงบรรเลงเพลงมหาฤกษ์มหาชัย ทหารบก ทหารเรือ จะได้ยิงปืนใหญ่ฝ่ายละ ๒๑ นัด เครื่องบินโปรยข้าวตอก ดอกไม้ และวัดต่างๆ ทุกวัดทั่วราชอาณาจักร จะได้ย่ำระฆังและกลอง

ต่อมาเมื่อวันที่ ๖ เมษายน ๒๕๖๐ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ ๑๐ จะเสด็จพระราชดำเนินไปประกอบ พระราชพิธีประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๐ ซึ่งนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พระราชพิธีประกาศใช้รัฐธรรมนูญในวันที่ ๖ เมษายน ๒๕๖๐ ถือเป็นหน้าหนึ่งในประวัติศาสตร์ โดยจะยึดแบบปีพุทธศักราช ๒๔๗๕ และ ๒๕๑๑ สำหรับขั้นตอนของพระราชพิธีในวันที่ ๖ เมษายน ทุกอย่างดำเนินไปตามโบราณราชประเพณี แต่ข้อแตกต่างอยู่ตรงที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ได้ประทับอยู่บนพระแท่นราชบัลลังก์ เนื่องจากยังไม่ผ่านการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

รัฐธรรมนูญถือเป็นกฎหมายสูงสุดและเป็นที่มาของกฎหมายอื่นๆ เป็นการวางโครงสร้างประเทศวางกติกา จึงมีความหมายและความสำคัญ เหมือนเข็มทิศที่จะบอกทางเดินของประเทศในอนาคต จึงต้องกำหนดขั้นตอนรายละเอียดต่างๆ สำหรับการพระราชทานรัฐธรรมนูญและประกาศใช้ต่อไป

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *