“วีรกรรมอ่าวมะนาว” ประวัติศาสตร์การรบของบรรพบุรุษไทย ที่บางคนยังไม่รู้

“วีรกรรมอ่าวมะนาว” ประวัติศาสตร์การรบของบรรพบุรุษไทย ที่บางคนยังไม่รู้!!!

วีรกรรมอ่าวมะนาว

วันที่ ๘ ธันวาคม ๒๔๘๔ กองทัพมหาจักรวรรดิ์ญี่ปุ่น แห่งสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์ได้ทำการยกพลขึ้นบกตามชายหาด เมืองชายทะเลทางด้านอ่าวไทย
เช้ามืดของคืนวันที่ ๗/๘ ธันวาคม ๒๔๘๔ เวลาประมาณ ๐๒.๐๐ น. มีเรือลำเลียงลำหนึ่งลักษณะเป็นเรือสินค้าแล่นเข้าไปจอดที่หลังเขาล้อมหมวกทางด้านเหนือแล้วถ่ายกำลังพลลงเรือระบายพล(เรือท้องแบนเปิดหัว)จากนั้นก็นำกำลังไปขึ้นบกทางอ่าวประจวบจำนวน ๔ ลำ ทางอ่าวมะนาวจำนวน ๓ ลำ

เวลาประมาณ ๐๓.๐๐ น. เรือระบายพล ๔ ลำส่งกำลังพลขึ้นบกตรงหัวถนนตลาดนอกในตัวเมืองประจวบคีรีขันธ์ กำลังพลญี่ปุ่นจำนวนหนึ่งเคลื่อนที่ไปวางกำลังเพื่อเตรียมยึดสถานีตำรวจ ศาลากลางจังหวัด และสถานีรถไฟ โดยแยกย้ายเข้าไปขุดหลุมเพลาะที่หน้าสุขศาลาจังหวัด ที่บริเวณศาลากลางจังหวัด ฝั่งตรงข้ามกับสถานีตำรวจ แล้วกำลังส่วนหนึ่งก็เล็ดลอดเข้ามาที่ใต้ถุนสถานีตำรวจ ซึ่งมีลักษณะโล่งสูงประมาณ ๑.๕๐ เมตรจากพื้นดิน

วีรกรรมอ่าวมะนาว

ตำรวจเสียสละคนแรก
กำลังที่ลักลอบเข้าไปใต้ถุนสถานีตำรวจพอถึงเวลาประมาณ ๐๔.๐๐ น. ทหารญี่ปุ่นคนหนึ่งก็เดินขึ้นไปบนสถานีตำรวจพร้อมชูกระดาษในมือแล้วพูดกับพลตำรวจที่ยืนยามตรงหน้าบันไดเป็นภาษาญี่ปุ่น พลตำรวจเข้าใจว่าเป็นทหารมลายูเพราะไม่เข้าใจภาษาญี่ปุ่นจึงร้องห้ามไม่ให้เข้ามา แต่ไม่เป็นผล

พลตำรวจยามจึงได้ใช้ปืนพระราม ๖ ที่ติดดาบปลายปืนพร้อมอยู่แทงทหารญี่ปุ่นล้มลง !!!

ทันใดนั้นทหารญี่ปุ่นจากสุขศาลาและศาลากลางจังหวัดซึ่งเฝ้าดูเตรียมพร้อมอยู่ก็ระดมยิงเข้าไปที่สถานีตำรวจ บรรดาพลตำรวจที่นอนอยู่บนสถานีตำรวจประมาณ ๒๐ คน ตกใจตื่นขึ้นแล้วคว้าอาวุธยิงต่อสู้นานประมาณ ๒๐ นาที ทหารญี่ปุ่นได้ขว้างลูกระเบิดมือ ๓-๔ ลูกไปที่สถานีตำรวจ ทำให้เสียงปืนจากฝ่ายตำรวจสงบลง โดยตำรวจได้หลบหนีออกจากสถานีตำรวจไป รุ่งเช้าพบศพตำรวจที่เสียชีวิต มีบาดแผลถูกยิง แทงและฟันจำนวน ๑๓ ศพ ส่วนการสูญเสียของญี่ปุ่นไม่ทราบจำนวน

วีรกรรมอ่าวมะนาว

ที่หมายหลัก:กองบินน้อย
ทางด้านกองบินน้อยที่ ๕ ทหารญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกทางอ่าวประจวบตรงหัวถนนตลาดนอกแล้วเคลื่อนที่ลัดเลาะไปตามชายหาดและหมู่บ้านริมทะเลลงมาทางด้านใต้เข้าสู่สนามบิน กระจายกำลังเข้าประกบและลอบสังหารพลประจำปืนตามที่ตั้งปืนกล ด้วยการฟันและแทงโดยที่พลประจำปืนกลเหล่านั้นไม่มีโอกาสต่อสู้ ทั้งยังไม่สามารถส่งเสียงร้องให้เพื่อนข้างเคียงรู้ตัวแม้แต่น้อย จากนั้นทหารญี่ปุ่นได้เคลื่อนที่เข้าคุมเชิงตามจุดที่เครื่องบินจอดอยู่ รวมทั้งบริเวณที่พักกำลังพลส่วนเตรียมพร้อมในสนามบินไว้โดยรอบ

เสียงปืนในเมืองที่สถานีตำรวจได้ดังกึกก้องได้ยินไปถึงภายในกองบินน้อยที่ ๕ เรืออากาศเอกขุนสงวนคุรุเกียรติ (เดหลี สงวนแก้ว) นายทหารเวรอำนวยการจึงได้สั่งให้จ่าอากาศโทเผื่อน (วิบูลย์) ทวีศรี เวรพลขับรถ พร้อมด้วยพลทหาร กุศล เฉลิมวงษ์ เวรดับเพลิง ขับรถออกไปหาข่าวในตัวเมือง และได้พบกับจ่าอากาศตรี จำนง สุกันตะ ซึ่งมีบ้านพักอยู่ในตัวเมืองจึงได้รับแจ้งว่าทหารญี่ปุ่นกำลังเข้ายึดสถานีตำรวจและสถานีรถไฟ มีการยิงต่อสู้กัน

วีรกรรมอ่าวมะนาว

จ่าอากาศโท เผื่อนจึงรีบกลับไปรายงานให้นายทหารเวรอำนวยการทราบ และรายงานให้นาวาอากาศตรี หม่อมหลวงประวาศ ชุมสาย ผู้บังคับกองบินน้อยที่ ๕ ทราบทันที

และในเวลาเดียวกันนั้น เรืออากาศตรี สมศรี สุจริตธรรม ผู้บังคับกองทหารราบก็ได้เข้าไปรายงานผู้บังคับกองบินน้อยที่ ๕ ว่า ขณะนำทหารออกไปลากอวนจับปลาในอ่าวมะนาวก็ได้สังเกตเห็นเรือท้องแบน ๓ ลำ ลอยลำเข้ามาทางปากอ่าว

ผู้บังคับกองบินน้อยที่ ๕ จึงได้สั่งให้เป่าแตรสัญญาณเหตุสำคัญและสั่งจ่ายอาวุธปืนเล็กยาวแบบ ๖๖ ให้กับกำลังพล แล้วให้เข้าประจำที่เพื่อปฏิบัติตามแผนการที่วางไว้ทันที…

ทางด้านกองรักษาการณ์ซึ่งมีกำลังพลประมาณ ๒๐ คน มีจ่าอากาศเอก นิกร พวงไพโรจน์ เป็นผู้บังคับกองรักษาการณ์ซึ่งรับผิดชอบการป้องกันที่ตั้งทางด้านอ่าวประจวบได้สั่งให้ทหารกระจายกำลังเข้าประจำที่หน้ากองรักษาการณ์ตั้งแต่ชายทะเลจดแนวถนนเตรียมพร้อมและรอรับพลประจำปืนที่อยู่ด้านนอกซึ่งอาจถอนตัวเข้ามาก่อน

ระหว่างนั้นเอง ร้อยตำรวจโท สงบ พรหมานนท์ ซึ่งได้รับบาดเจ็บจากการต่อสู้กับทหารญี่ปุ่นมีบาดแผลถูกยิงและฟัน เล็ดลอดออกจากสถานีตำรวจได้จึงรีบมาแจ้งข่าวให้กองบินน้อยที่ ๕ ทราบว่าสถานีตำรวจถูกทหารญี่ปุ่นยึดแล้ว ขอกำลังทหารไปช่วย

จ่าอากาศเอกนิกรรีบรายงานให้ผู้บังคับกองบินน้อยทราบทันที ส่วนร้อยตำรวจโทสงบ เนื่องจากทนพิษบาดแผลไม่ไหว จึงเสียชีวิตอยู่ที่หลังกองรักษาการณ์นั่นเอง

แตรสัญญาณเหตุสำคัญ ทุกชีวิตในกองบินก็พร้อมเข้าปฏิบัติการตามแผนที่ซักซ้อมกันไว้แล้วจนช่ำชอง …

เครื่องบินที่จัดเตรียมพร้อมในสนามบินทุกเครื่องติดเครื่องยนต์กระหึ่มทำลายความเงียบสงัดเตรียมเหินขึ้นป้องกันน่านฟ้าไทยทันที เรืออากาศตรี แม้น ประสงค์ดี นำเครื่องบินขับไล่แบบ ๑๗ ฮอว์ค ๓ พร้อมลูกระบิดขนาด ๕๐ กิโลกรัมบินขึ้นได้ก่อนเป็นเครื่องแรก และจัดว่ามีโชคดีที่สุดเมื่อเทียบกับเพื่อนนักบินที่กำลังพยายามนำเครื่องบินขึ้นติดตามมา

เรืออากาศตรีแม้นนำเครื่องบินตรงไปในทะเล ครั้นเมื่อตรวจการณ์เห็นเงาตะคุ่มในท้องทะเลห่างจากฝั่งไปไม่มากนักคาดว่าเป็นเรือลำเลียงของข้าศึก จึงตรงเข้าทิ้งระเบิดหวังทำลายเรือดังกล่าว แต่ลูกระเบิดพลาดที่หมาย จากนั้นจึงนำเครื่องบินเลยไปเพื่อลงที่สนามบินต้นสำโรง นครปฐม แต่เครื่องบินเกิดขัดข้องต้องร่อนลงที่ชายหาดบริเวณอ่าวชะอำ เพชรบุรีเสียก่อน นักบินปลอดภัย

เครื่องบินลำที่ ๒ มีพันจ่าอากาศเอก พรม ชูวงศ์ เป็นนักบิน ขณะกำลังจะวิ่งขึ้นก็ถูกทหารญี่ปุ่นที่หลบซ่อนตัวดักคอยอยู่ในสนามบินรุมยิงจนฐานล้อหัก เครื่องบินเสียหลัก นักบินจึงกระโดดลงจากเครื่องแต่ก็ถูกแทงด้วยดาบปลายปืน เสียชีวิตทันที

เครื่องบินลำที่ ๓ มีจ่าอากาศเอก จำเนียร วารียะกุล กับเครื่องที่ ๔ ซึ่งมีจ่าอากาศเอก สถิต โรหิตเสถียร เป็นนักบิน ขณะนำเครื่องบินวิ่งขึ้นก็ถูกทหารญี่ปุ่นระดมยิงจนเสียชีวิตทั้งคู่

เครื่องบินลำที่ ๕ มีพันจ่าอากาศเอก กาบ ขำศิริ เป็นนักบิน ขณะที่กำลังรอให้พันจ่า-อากาศโท พร เฉลิมสุข นายทหารการอาวุธถอดลูกระเบิดขนาด ๕๐ กิโลกรัมออกเพื่อบรรจุกระสุนปืนกลให้แทนอยู่นั้นก็ถูกทหารญี่ปุ่นรุมทำร้าย พันจ่าอากาศโทพรถูกฟันมือซ้ายเกือบขาด ส่วนพันจ่าอากาศเอกกาบถูกยิงที่เท้า ไม่สามารถต่อสู้แต่หลบหนีทหารญี่ปุ่นออกมาได้

สำหรับเครื่องบินโจมตีแบบ ๒๓ คอร์แซร์ ซึ่งมีเรืออากาศโท สวน สุขเสริม ผู้บังคับหมวดบินเป็นนักบินพร้อมด้วยพลทหาร สมพงษ์ แนวบันทัด พลปืนหลัง ขณะกำลังเตรียมวิ่งขึ้นได้ถูกทหารญี่ปุ่นยิงจนเครื่องบินชำรุดเสียหาย เรืออากาศโทสวนกับพลทหารสมพงษ์จึงกระโดดลงจากเครื่อง และถูกทหารญี่ปุ่นรุมล้อมทำร้าย เรืออากาศโทสวนถูกแทงที่สะโพกด้านหลังบาดเจ็บสาหัส ส่วนพลทหารสมพงษ์ที่เข้าช่วยก็ถูกฟันด้วยดาบซามูไรที่ต้นแขนซ้ายจนเกือบขาด ต้องพิการตลอดชีวิต

สรุปแล้ว ในจำนวนเครื่องบินทั้ง ๑๐ เครื่องนั้น มีเพียงเครื่องเดียวเท่านั้นที่สามารถบินขึ้นปฏิบัติภารกิจโจมตีที่หมายได้ แม้จะไม่สามารถสร้างความเสียหายแก่เป้าหมายได้ก็ตาม

แต่นักบินทุกท่านได้ปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างสง่างามสมชายชาตินักรบแล้ว

กองรักษาการณ์ตายเกือบหมด

เมื่อการรบทางอากาศจบสิ้นลงอย่างรวดเร็วแล้ว ที่เหลือจึงเป็นเรื่องของแนวรบภาคพื้นดินที่จะรักษากองบินไว้ให้ได้…

วีรกรรมอ่าวมะนาว

ทางด้านที่ตั้งปืนกลหนักที่เขาตาเหลือกซึ่งมีจ่าอากาศตรี บัญญัติ ศรีแก้ว เป็นผู้บังคับหมู่ได้ยิงต่อสู่กับทหารญี่ปุ่นอยู่พักหนึ่ง ปืนกลก็เกิดติดขัดยิงต่อไปอีกไม่ได้ และเห็นว่ากำลังถูกทหารญี่ปุ่นกระชับวงล้อมแน่นเข้ามาทุกขณะ จ่าอากาศตรีบัญญัติจึงถอดลูกเลื่อนปืนออกเพื่อให้ใช้การไม่ได้หากถูกข้าศึกยึดไป แล้วนำปืนไปซ่อนไว้ในหลืบเขา จากนั้นพร้อมด้วยทหารร่วมตายในบังคับบัญชาก็พากันถอนตัวไปหลบซ่อนอยู่ตามทางรถไฟด้านตะวันตกของสนามบิน

สำหรับทางด้านกองรักษาการณ์ซึ่งมีความสำคัญในฐานะเป็นปากทางสู่ตัวกองบินนั้น จนใกล้จะถึงเวลา ๐๕.๐๐ น.จ่าอากาศเอก นิกร พวงไพโรจน์ ผู้บังคับกองรักษาการณ์เห็นว่าไม่มีทหารที่ประจำอยู่ที่ตั้งปืนกลทางด้านนอกถอนตัวกลับมาเลยแม้แต่คนเดียว แต่กลับมีกลุ่มคนจำนวนมากคืบคลานเข้ามายังที่ตั้งกองรักษาการณ์ ฟังจากเสียงพูดเป็นทหารญี่ปุ่นอย่างแน่นอน จ่าอากาศเอกนิกรจึงสั่งการให้เริ่มยิงสกัดตั้งแต่เวลา ๐๕.๐๐ น.เป็นต้นมา แต่ฝ่ายญี่ปุ่นก็ยังไม่ยอมถอนตัวและยังคงปักหลักยิงต่อสู้หวังจะยึดกองรักษาการณ์ซึ่งเป็นที่หมายสำคัญให้ได้

เวลาประมาณ ๐๖.๐๐ น. ผู้บังคับกองบินน้อยซึ่งควบคุมอำนวยการรบเป็นส่วนรวมในฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุดของพื้นที่สังเกตว่า เสียงปืนทางด้านกองรักษาการณ์เบาบางลง จึงสั่งให้เรืออากาศตรี ผล ทองปรีชา ผู้บังคับหมวดสัมภาระนำทหารสัมภาระไปเสริมกำลังกองรักษาการณ์

เมื่อเรืออากาศตรีผลไปถึง ก็พบข้าศึกกำลังขุดสนามเพลาะขวางทางอยู่ มีธงญี่ปุ่นปักอยู่ปากหลุม จึงสั่งให้ทหารขยายแถวยิงต่อสู้ แล้วมอบให้จ่าอากาศโท ฉาบ (พิพัฒน์) ไชยวัฒน์ ควบคุมแทน ส่วนตัวเรืออากาศตรีผลรีบกลับไปรายงานให้ผู้บังคับกองบินน้อยทราบถึงสถานการณ์ที่ได้พบเห็น

ทางฝ่ายกำลังกองรักษาการณ์แม้จะไม่ได้รับกำลังส่วนที่ส่งมาช่วยและกำลังที่มีอยู่เดิมก็ลดน้อยลงตามลำดับจากการยิงของฝ่ายญี่ปุ่นก็ตาม ก็ยังคงต่อสู้กับทหารญี่ปุ่นต่อไปอย่างเข้มแข็ง แต่ถึงที่สุดก็ไม่สามารถต้นทานกำลังทหารญี่ปุ่นได้ ทหารไทยที่จุดนี้จึงเสียชีวิตเกือบทั้งหมด มีผู้บาดเจ็บและหนีรอดออกมาได้เพียง ๒ คน คือจ่าอากาศเอก นิกร พวงไพโรจน์ ผู้บังคับกองรักษาการณ์ และพลทหาร จิต อ่ำพันธ์ พนักงานวิทยุ ซึ่งหลบซ่อนตัวอยู่ภายในสถานีวิทยุสื่อสารที่อยู่ทางด้านหลังกองรักษาการณ์นั่นเอง

เมื่อสถานการณ์คับขันมาถึงขนาดนี้แล้ว ผู้บังคับกองบินน้อยจึงได้สั่งการให้จ่าอากาศตรี ผัน รำทะแย (สุชาติ ชาญยุทธกุล)ฝ่าแนวกระสุนไปที่สถานีวิทยุซึ่งตั้งอยู่ด้านหลังกองรักษาการณ์เพื่อติดต่อขอความช่วยเหลือไปยังหน่วยเหนือ ต่อมาจ่าอากาศตรีผันได้กลับมารายงานว่า กองรักษาการณ์และสถานีวิทยุถูกทหารญี่ปุ่นยึดไปเสียแล้ว…

จากนั้น จ่าอากาศตรีผัน ก็ล้มฟุบลงหมดสติ เพราะได้รับบาดเจ็บสาหัส ถูกทหารญี่ปุ่นฟันและแทงด้วยดาบซามูไรบริเวณหลังประมาณถึง ๒๐ แผล
ทางด้านอ่าวมะนาว เวลาประมาณ ๐๖.๐๐ น.ตีนฟ้าเริ่มเปิด เรือระบายพลของทหารญี่ปุ่นก็เกยหาดตรงจุดใกล้โรงเก็บเครื่องบิน เรืออากาศตรี สมศรี สุจริตธรรม พร้อมด้วยกำลังในหมวดทหารราบประมาณ ๑๐ คน ซึ่งวางกำลังซุ่มคอยทีอยู่แล้วก็เปิดฉากยิงทหารญี่ปุ่นที่ลงจากเรือทั้ง ๓ ลำ ทำให้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ทำให้มีทหารญี่ปุ่นจำนวนไม่มากนักที่สามารถเล็ดลอดขึ้นบกได้

เวลาประมาณ ๐๗.๐๐ น. ทหารไทยตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบอย่างเห็นได้ชัด จนกระทั่งทหารญี่ปุ่นสามารถยึดแนวโรงเก็บเครื่องบินและกองรักษาการณ์ได้แล้ว ผู้บังคับกองบินน้อยจึงสั่งการให้เผาทำลายกองบังคับการกองบินเสีย เมื่อเห็นอาคารกองบังคับการถูกเผาแล้ว เรืออากาศโท ประหยัด กาญจนวิโรจน์ นายแพทย์ผู้บังคับหมวดเสนารักษ์ก็จึงสั่งให้เผาอาการที่ทำการและห้องพักคนไข้ของหมวดเสนารักษ์ด้วย

สถานการณ์ทั้งทางอากาศและทางพื้นดินอยู่ในความสิ้นหวัง…

วีรกรรมอ่าวมะนาว

ครอบครัวทหาร
กองบินน้อยแห่งนี้ก็คล้ายๆกับค่ายทหารทั่วไปคือมีที่พักสำหรับครอบครัวทหารร่วมอยู่ด้วย ดังนั้นเมื่อค่ายถูกโจมตีลูกเมียของทหารก็จึงต้องพลอยรับเคราะห์กรรมไปด้วย…

ฝ่ายครอบครัวทหารตามเรือนแถวพัก เมื่อได้ยินเสียงแตรสัญญาณเหตุสำคัญต่างก็พากันลงหลุมหลบภัยที่หน้าเรือนแถวของตนแล้วหลบซ่อนอยู่ในนั้น

ครั้นเวลาประมาณ ๐๗.๐๐ น. หลังจากเผาอาคารกองบังคับการกองบินและหมวดเสนารักษ์แล้ว เรืออากาศตรี ผล ทองปรีชา ผู้บังคับหมวดสัมภาระได้สั่งให้ครอบครัวทหารเหล่านั้นพากันไปหลบอยู่ที่เชิงเขาล้อมหมวก จัดการหุงหาอาหารเลี้ยงดูกันและเพื่อส่งไปให้ทหารในแนวหน้าซึ่งกำลังสู้รบติดพันอยู่ พร้อมกับช่วยกันจัดตั้งสถานีปฐมพยาบาลและที่รวบรวมผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากการรบขึ้นที่เรือนแถวเชิงเขาล้อมหมวกนั่นเอง
สู้ต่อไป

ปืนกลหนักที่สามารถยืนหยัดทำการยิงได้ตลอดเวลาโดยไม่ติดขัดเลย สามารถสร้างความเสียหายให้กับฝ่ายญี่ปุ่นอย่างหนักคือปืนกลกระบอกที่ตั้งอยู่บริเวณสนามเทนนิส ปากทางที่มาจากกองรักษาการณ์ มีพลทหาร สิงห์โต แสนสุข และพลทหาร เกษม วงศ์กัลยา เป็นพลประจำปืน

ระหว่างนั้น ทหารญี่ปุ่นก็ได้ส่งกำลังหนุนเนื่องเข้ามาอีกเพื่อยึดพื้นที่กองบินน้อยที่ ๕ ให้ได้ สถานการณ์ทวีความคับขันมากยิ่งขึ้น

ดังเป็นที่ทราบกันดีว่า รัฐบาลไทยได้ทำความตกลงกับกองทัพญี่ปุ่นตั้งแต่ตอนสายของวันที่ ๘ ธันวาคม และต่อมาก็ได้มีคำสั่งให้หยุดยิงในเวลาประมาณก่อนเที่ยงวัน ทำให้ทุกจุดที่มีการต่อสู้ระหว่างทหารไทยกับญี่ปุ่นยุติลงทันที แต่สำหรับที่อ่าวมะนาวมิได้เป็นเช่นนั้น ตลอดวันของวันที่ ๘ ธันวาคม กองบินน้อยที่ ๕ มิได้รับคำสั่งใดๆจากรัฐบาลหรือกองทัพอากาศเลย ซึ่งคงเป็นเพราะสถานีวิทยุถูกญี่ปุ่นยึดไปเสียแล้วนั่นเอง

ตลอดวันที่ ๘ ธันวาคม ทหารญี่ปุ่นยังคงใช้ความพยายามเข้ายึดกองบินน้อยที่ ๕ ให้ได้ แต่ก็ไม่สำเร็จ เย็นนั้นจึงได้แต่วางกำลังตรึงไว้ตามแนวโรงเก็บเครื่องบินจากฝั่งอ่าวมะนาวไปจนจรดแนวหลังกองรักษาการณ์ทางฝั่งอ่าวประจวบเท่านั้น

ทางด้านทหารไทยก็จัดกำลังตั้งรับรักษาพื้นที่แบ่งออกเป็น ๓ กลุ่ม กลุ่มหนึ่งวางกำลังข้างบ้านรับรองริมอ่าวประจวบ ทำการยิงตรึงรักษาเส้นทางที่มาจากกองรักษาการณ์ไว้

กลุ่มที่ ๒ วางกำลังตรงหน้ากองบังคับการกองบิน ทำการยิงตรึงรักษาเส้นทางที่จะมาจากโรงเก็บเครื่องบิน

ส่วนกลุ่มที่ ๓ นั้นรวมกำลังกันอยู่ตรงหัวเรือนแถวนักบินกับหมวดเสนารักษ์ คอยยิงสกัดตามช่องทางที่ข้าศึกจะเข้ามาจากโรงเก็บเครื่องบินตามแนวริมอ่าวมะนาว

เย็นวันที่ ๘ ธันวาคม ขณะที่ทุกพื้นที่ทั่วไทยได้ยุติการสู้รบไปแล้ว แต่ที่อ่าวมะนาวทั้ง ๒ ฝ่ายยังคงตรึงกำลังกันอยู่โดยไม่มีทีท่าว่าใครจะยอมใคร

คืนวันที่ ๘/๙ ธันวาคม ฝนตกลงมาอย่างหนัก ทหารญี่ปุ่นยังคงยึดแนวเดิมและยิงมาประปราย ส่วนฝ่ายทหารไทยนั้นเพื่อเป็นการประหยัดกระสุน ผู้บังคับกองบินน้อยจึงสั่งให้ใช้อุบายยิงกระสุนจริงสลับกระสุนซ้อมรบ

คืนนั้นผ่านไปโดยไม่มีการปฏิบัติการที่สำคัญจากทั้งสองฝ่าย

วีรกรรมอ่าวมะนาว

ทหารเรือมาแล้ว…

เช้ารุ่นขึ้น ๙ ธันวาคม ทั้งสองฝ่ายก็ยังคงตรึงกำลังกันอยู่ ฝ่ายญี่ปุ่นก็ไม่พยายามเข้าเป็นฝ่ายกระทำให้แตกหัก เวลาผ่านไปอย่างอึดอัด

เวลาประมาณ ๐๘.๐๐ น. ผู้บังคับกองบินน้อยได้สั่งให้ทหารทุกคนร้องตะโกนขึ้นว่า ทหารเรือของเรามาช่วยแล้ว เพื่อเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจในการต่อสู้และรอคอย

บรรดาทหารและครอบครัวที่หลบภัยอยู่บนเขาล้อมหมวกต่างเปล่งเสียงไชโยขึ้นพร้อมกัน ซึ่งนับว่าได้ผลไม่เฉพาะต่อฝ่ายเราเท่านั้นแต่ยังส่งผลต่อข้าศึกอีกด้วย

เพราะทางฝ่ายญี่ปุ่นเมื่อได้ยินเสียงโห่ร้องยินดีแหวกความเงียบมาเช่นนั้นก็จึงถอนตัวไปรวมกันข้างหลังห่างจากแนววางกำลังเดิมเล็กน้อย…
แล้วทั้งสองฝ่ายก็วางกำลังคุมเชิงกันต่อไป นานๆครั้งจึงจะยิงใส่กันสายวันนั้นเอง นายหยอย ทิพย์นุกูล บุรุษไปรษณีย์ก็ได้นำโทรเลขจากพันเอกหลวงเชวงศักดิ์สงคราม(ช่วง เชวงศักดิ์สงคราม)รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยที่แจ้งให้หยุดยิงมาส่งให้ผู้บังคับกองบินน้อย

แต่ผู้บังคับกองบินน้อยที่ ๕ ไม่เชื่อ ด้วยเกรงว่าจะเป็นกลลวงของฝ่ายญี่ปุ่น !!!

เวลา ๑๐.๐๐ น.ผู้บังคับกองบินน้อยที่ ๕ ได้จัดตั้งที่บังคับการขึ้นใหม่ที่บริเวณเชิงเขาล้อมหมวกซึ่งเป็นที่มั่นสุดท้ายในสมรภูมินี้แล้ว จากนั้นก็เรียกประชุมบรรดานายทหารทั้งหมดที่เหลืออยู่ เห็นว่าไม่มีทางจะต่อสู้กับทหารญี่ปุ่นได้เพราะมีกำลังน้อยกว่า ทั้งอยู่ในที่จำกัด และหมดหวังในการรอคอยความช่วยเหลือจากภายนอกแล้ว

ผู้บังคับกองบินน้อยที่ ๕ นาวาอากาศตรี หม่อมหลวง ประวาศ ชุมสาย จึงสั่งให้เผาคลังน้ำมันเชื้อเพลิงที่ตั้งอยู่ที่เชิงเขาล้อมหมวกริมอ่าวประจวบเสียเพื่อมิให้ข้าศึกนำไปใช้ประโยชน์ได้

จากนั้นก็สั่งการสุดท้ายว่า…

ให้นายทหารทุกนายเหลือกระสุนไว้สำหรับตนเองอย่างน้อยคนละ ๑ นัด !!!

วีรกรรมอ่าวมะนาว

หยุดรบ
สถานการณ์คับขันและสิ้นหวัง ทั้งตัวทหารและลูกเมียไม่มีใครเห็นทางรอดจากกระสุนและคมดาบซามูไรที่จ่อคอหอยอยู่รอเวลาเพียงออกแรงเล็กน้อยเพื่อปลิดวิญญาณ…

เวลา ๑๒.๐๐ น.เศษ นายจรูญพันธ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ปลัดจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กรมการจังหวัดและอำเภอ นายตำรวจและผู้ติดตามรวม ๗ คน ก็เดินทางโดยรถยนต์บรรทุก ๖ ล้อของแขวงการทางจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ติดธงสีขาวหน้ารถ วิ่งผ่านแนวการวางกำลังของทหารญี่ปุ่นเข้ามาโดยปราศจากการขัดขวาง

คณะปลัดจังหวัดมาพร้อมกับคำสั่งหยุดยิงซึ่งเป็นโทรเลขจากจอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีและผู้บัญชาการทหารสูงสุด เนื่องจากรัฐบาลไทยได้ยินยอมให้กองทหารญี่ปุ่นผ่านประเทศไทยแล้วมามอบให้กับผู้บังคับกองบินน้อยที่ ๕

เมื่อได้หลักฐานชัดเจนเช่นนี้แล้ว ผู้บังคับกองบินน้อยที่ ๕ จึงสั่งให้ทหารในบังคับบัญชายุติการสู้รบ

เวลา ๑๔.๐๐ น.ได้มีการเรียกรวมพลทั้งของทหารไทยและทหารญี่ปุ่นที่บริเวณสนามบิน ทำการปรับความเข้าใจและตกลงแบ่งเขตกันเพื่อป้องกันการกระทบกระทั่งกันในภายหลัง ต่างฝ่ายต่างสำรวจความเสียหายและรีบเก็บศพทหารของฝ่ายตน

กระสุนนัดสุดท้ายของนายทหารอากาศผู้กล้าแห่งอ่าวมะนาวจึงไม่มีโอกาสได้ใช้งาน

วีรกรรมอ่าวมะนาว

ผลการรบ
ผลของการสู้รบเฉพาะที่บริเวณกองบินน้อยที่ ๕ ปรากฎว่า ทหารไทยเสียชีวิต ๓๘ นาย นายตำรวจเสียชีวิต ๑ นาย เด็กนักเรียนชายซึ่งออกไปช่วยลำเลียงกระสุนส่งให้ทหารถูกกระสุนปืนข้าศึกเสียชีวิต ๑ คน สตรีซึ่งเป็นครอบครัวทหารเสียชีวิต ๒ คน หนึ่งในจำนวนนี้มีภรรยาของเรืออากาศเอก เฉลิมเกียรติ วัฒนางกูร ซึ่งขณะนั้นได้แยกนำกำลังฝูงบินไปเข้าที่ตั้ง ณ สนามบินต้นสำโรง นครปฐม รวมอยู่ด้วย เรืออากาศเอก เฉลิมเกียรติ ต่อมาจะได้เป็นผู้บัญชาการทหารอากาศและเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุทางเครื่องบิน
รวมแล้วฝ่ายไทยเสียชีวิตทั้งสิ้น ๔๒ คน และมีบาดเจ็บทั้งทหารและพลเรือนอีก ๒๗ คน

สำหรับการสูญเสียฝ่ายญี่ปุ่นนั้น มีทหารเสียชีวิตในที่รบถึง ๒๑๗ คน เป็นนายทหารสัญญาบัตร ๘ คน นอกนั้นเป็นนายทหารประทวนและทหารกองประจำการ กับมีทหารเสียชีวิตและบาดเจ็บในเวลาต่อมาอีกประมาณ ๓๐๐ คน ในจำนวนนี้มีนายทหารญี่ปุ่นชั้นผู้บังคับกองพันเสียชีวิตที่ริมอ่าวมะนาวขณะยกพลขึ้นบกด้วย ๑ คน นายทหารอื่นอย่างน้อยอีก ๓ คน ทั้งนี้มีผู้ตัดเครื่องหมายยศจากศพทหารญี่ปุ่นเหล่านั้นเก็บไว้เป็นที่ระลึกด้วย
อ่าวมะนาววันนี้

อ่าวมะนาวทุกวันนี้ยังคงเป็นที่ตั้งของกองบินกองทัพอากาศโดยเปลี่ยนชื่อเป็นกองบินที่ ๕๑ สถานที่สำคัญครั้งประวัติศาสตร์เช้ามืดวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๔๘๔ ทุกแห่งยังคงอยู่ครบถ้วน เขาล้อมหมวกอันเป็นฐานที่มั่นสุดท้ายที่นายทหารทุกนายเตรียมกระสุนนัดสุดท้ายไว้สำหรับตนก็ยังคงยืนตระหง่านท้าทายอยู่ริมอ่าวอย่างอหังการ
จากสมรภูมิรบที่แตกต่างไปจากสมรภูมิอื่นๆเพราะรบกันข้ามวันข้ามคืน ทุกวันนี้ อ่าวมะนาวได้ชื่อว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวซึ่งงดงามทรงเสน่ห์และหากผู้ใดได้รับทราบเรื่องราวแห่งความกล้าหาญของเหล่าวีรชนนั้นแล้ว หากไม่มีพวกเขาในวันนั้น อ่าววมะนาวหรือ เขาล้อมหมาก ก็คงมิได้หลงเหลือความเป็นไทยที่สวยงามดังเช่นทุกวันนี้

ที่มา>>>เพจ อาวุธยุทโธปกรณ์ ของไทย เเละ นานาชาติ http://www.facebook.com/pages/%E0%B8…69179879781278

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *