ประวัติศาสตร์คนจีน ปัญหาชนชาติอินโดนิเซียคลั่ง ไล่ฆ่าคนจีนตายกว่าพันศพ!!!

ประวัติศาสตร์คนจีน ปัญหาชนชาติอินโดนิเซียคลั่ง ไล่ฆ่าคนจีนตายกว่าพันศพ!!!

ประวัติศาสตร์ ปัญหาชนชาติอินโดนิเซีย คลั่งไล่ฆ่าคนจีนตายกว่าพันศพ

หลังเหตุการณ์รัฐประหาร รัฐบาลอินโดนีเซียของประธานาธิบดีซูฮาร์โต ได้ออกกฎระเบียบต่างๆ ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อทำลายเอกลักษณ์ของคนจีน ให้คนจีนหลอมเข้าสังคมอินโดนีเซียในฐานะพลเมืองชั้นสอง ซึ่งได้แก่ การสั่งปิดสมาคมจีน โรงเรียนจีนและหนังสือพิมพ์จีนทั้งหมด ห้ามสอนภาษาจีนทุกรูปแบบ ห้ามเขียนป้ายชื่อร้านเป็นภาษจีน ห้ามใช้ภาษาจีนในการโฆษณา ห้ามนำเข้าสื่อสิ่งพิมพ์และสื่อวัฒนธรรมภาษาจีน ห้ามพูดภาษาจีนและห้ามประกอบพิธีกรรมตามประเพณีจีนในที่สาธารณะ

ในบางท้องถิ่นยังมีกฎพิสดารกว่านี้ เช่น เทศบาลจาการ์ตาออกกฎห้ามเจ้าของร้านค้าและลูกค้าที่เป็นชาวจีนด้วยกันสนทนากันด้วยภาษาจีน ต้องใช้แต่ภาษาอินโดนีเซียเท่านั้น

ส่วนชาวจีนที่มีสัญชาติอินโดนีเซีย จะถูกกีดกันในการเข้าศึกษาในระดับอุดมศึกษาและการเข้าทำงานในหน่วยงานของรัฐ บัตรประชาชนของพวกเขาจะทำเครื่องหมายพิเศษ แตกต่างจากบัตรประชาชนของชาวอินโดนีเซียทั่วไป เวลาแสดงบัตรนี้ต่อเจ้าหน้าที่รัฐบาลจะได้รับการปฏิบัติที่แตกต่างจากคนทั่วไป บัตรนี้จึงเป็นเสมือนบัตรอัปยศที่แสดงถึงการเป็นพลเมืองชั้นสองของพวกเขา

ชาวจีนในอินโดนีเซียนับเป็นกลุ่มที่ประสบชะตากรรมทุกข์ยากที่สุดในบรรดาชาวจีนโพ้นทะเลทั้งหลาย พวกเขานอกจากถูกลิดรอนสิทธิในการแสดงออกซึ่งวัฒนธรรมของตนและถูกกดเป็นพลเมืองชั้นสองแล้ว ยังต้องตกเป็นเหยื่อถูกกระทำรุนแรงทุกครั้งที่มีเหตุการณ์ผันผวนทางการเมืองหรือเศรษฐกิจ บางครั้งเรื่องเล็กๆ เช่น เกิดการทะเลาะวิวาทหรือเกิดอุบัติเหตุรถยนต์ที่มีคู่กรณีเป็นคนจีนกับคนพื้นเมือง ก็อาจกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวที่ลุกลามเป็นเรื่องใหญ่โตที่คนพื้นเมืองรุมทำร้ายคนจีนและปล้นชิงทรัพย์สินคนจีนได้ เหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นแทบทุกปี

ครั้งที่ร้ายแรงได้แก่เหตุการณ์ทำร้ายคนจีนที่ลุกลามทั่วเกาะชวาในปี 1963 ทำให้ชาวจีนตาย 35 คน บ้านเรือนเสียหาย 2,500 หลัง เหตุการณ์ประท้วงนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นที่มาเยือนอินโดนีเซีย แล้วลุกลามกลายเป็นการทำร้ายคนจีนในปี 1974 เหตุการณ์รุนแรงที่เกิดจากเด็กนักเรียนชาวพื้นเมืองขี่รถจักรยานชนถูกคนจีนในปี 1980 กับเหตุการณ์ที่เกิดจากการประท้วงเรียกร้องขึ้นค่าแรง แล้วลุกลามเป็นการทำลายโรงงาน ร้านค้าและรถยนต์ของคนจีนที่สุมาตราในปี 1994

เหตุการณ์ทำร้ายคนจีนครั้งรุนแรงที่สุดเกิดขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาคม 1998 ซึ่งมีสาเหตุมาจากวิกฤติเศรษฐกิจ อินโดนีเซียได้รับผลกระทบจากวิกฤตต้มยำกุ้งของไทย ทำให้ค่าเงินรูเปียห์ลดลงกว่าครึ่ง รัฐบาลอินโดนีเซียต้องขอความช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือไอเอ็มเอฟ ไอเอ็มเอฟตั้งเงื่อนไขให้รัฐบาลขึ้นค่าสาธารณูปโภคทั้งค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำมันเชื้อเพลิงและค่าโดยสารรถประจำทางแบบก้าวกระโดด คนจนในเมืองถูกกระทบจากมาตรการนี้โดยตรง จึงลุกขึ้นมาประท้วงรัฐบาล จนทำให้ประธานาธิบดีซูฮาร์โตต้องลาออกไป

และก็เช่นเดียวกับทุกครั้ง การประท้วงทางการเมืองถูกแปรเป็นการโจมตีคนจีน ฝูงชนบ้าคลั่งได้บุกเข้าไปย่านคนจีนและตั้งด่านตรวจจับคนจีนที่หนีไปสนามบิน เหตุการณ์นี้มีคนจีนเสียชีวิตประมาณ 1,200 คน สตรีชาวจีนถูกข่มขืนประมาณ 170 ราย และมีร้านค้ากับบ้านเรือนคนจีนถูกเผาทำลายประมาณ 5,000 หลัง

ประวัติศาสตร์ ปัญหาชนชาติอินโดนิเซีย คลั่งไล่ฆ่าคนจีนตายกว่าพันศพ

การที่คนจีนในอินโดนีเซียถูกปฏิบัติเหมือนไม่ใช่คนแบบนี้ นอกจากความรู้สึกอคติที่มีมาตั้งแต่สมัยอาณานิคมแล้ว ยังมีสาเหตุสำคัญสองประการคือ ประการแรก เกิดจากความล้าหลังทางการเมืองและความล้มเหลวในการพัฒนาเศรษฐกิจ อินโดนีเซียภายหลังเอกราชตกอยู่ใต้การปกครองเผด็จการของซูการ์โน และซูฮาร์โต นานเกือบครึ่งศตวรรษ

ในช่วงเวลายาวนานนี้ไม่เคยมีการปลูกฝังและการปฏิบัติที่เป็นจริงเกี่ยวกับแนวคิดประชาธิปไตยที่เคารพสิทธิของคนอื่น การยอมรับความแตกต่างทางวัฒนธรรมและการแก้ปัญหาด้วยสันติวิธีแทนการใช้ความรุนแรง

ส่วนการพัฒนาเศรษฐกิจ แม้อินโดนีเซียจะประสบความสำเร็จระดับหนึ่งในการพัฒนาอุตสาหกรรมและระบบสาธารณูปโภค แต่ต้องถือว่าล้มเหลวในการกระจายรายได้ โภคทรัพย์ของประเทศตกอยู่ในมือนายทหารและนักการเมืองเพียงไม่กี่กลุ่ม รวมทั้งนายทุนใหญ่ชาวจีนที่เป็นหุ้นส่วนธุรกิจของพวกเขา ในขณะที่ชาวอินโดนีเซียส่วนใหญ่มีฐานะยากจนไม่ต่างกับสมัยอาณานิคม

พวกเขาจึงง่ายต่อการถูกชักนำให้ระบายความอัดอั้นด้วยการใช้ความรุนแรงกับคนจีน ซึ่งเป็นสิ่งที่นักการเมืองทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านต้องการ เพื่อเป็นการเบี่ยงเบนความไม่พอใจต่อรัฐบาลและหาคะแนนนิยมจากคนเหล่านี้

สาเหตุอีกประการหนึ่งคือท่าทีของรัฐบาลจีนต่อปัญหานี้ รัฐบาลคอมมิวนิสต์จีนเป็นมิตรสนิทของรัฐบาลอินโดนีเซียสมัยซูการ์โน รัฐบาลจีนแทนที่จะใช้ความสัมพันธ์นี้เจรจาให้อินโดนีเซียปฏิบัติต่อคนจีนให้ดีขึ้นหรือไม่ให้บีบคั้นกลั่นแกล้งคนจีน แต่กลับวางเฉยไม่สนใจไยดี และยังทำข้อตกลงเกี่ยวกับสัญชาติของคนจีนกับรัฐบาลอินโดนีเซียในปี 1955

ข้อตกลงนี้กำหนดให้คนจีนต้องเลือกระหว่างถือสัญชาติจีนกับสัญชาติอินโดนีเซีย เมื่อเลือกสัญชาติหนึ่งจะต้องสละอีกสัญชาติหนึ่ง คนจีนส่วนใหญ่เลือกสัญชาติอินโดนีเซีย รัฐบาลจีนจึงถือว่าคนจีนในอินโดนีเซียเป็นพลเมืองของประเทศอื่นที่ตนไม่มีหน้าที่ให้การคุ้มครอง

ต่อมาอินโดนีเซียได้ตัดความความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีนภายหลังการรัฐประหารปี 1965 จีนยิ่งไม่ให้ความสนใจต่อความทุกข์ยากของคนจีนเหล่านี้ คนจีนในอินโดนีเซียจึงเหมือนถูกลอยแพ ต้องเผชิญชะตากรรมเลวร้ายตามลำพัง การไม่ยอมยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือคนจีนโพ้นทะเลที่เป็นเสมือนเครือญาติร่วมสายโลหิตของรัฐบาลจีนเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้รัฐบาลและคนพื้นเมืองอินโดนีเซียเกิดความย่ามใจ พวกเขาจึงปฏิบัติต่อคนจีนตามความพอใจโดยไม่ต้องหวั่นเกรงว่าจะถูกแทรกแซงจากจีนซึ่งเป็นมหาอาจทางการเมืองและการทหารประเทศหนึ่งของโลก

ผลจากนโยบายชนชาติของรัฐบาลอินโดนีเซีย ทำให้คนจีนจำนวนมากอพยพไปอยู่ต่างประเทศ คนจีนที่มีฐานะดีหรือมีการศึกษานิยมไปอยู่สิงคโปร์หรือไปประเทศตะวันตก บางคนอพยพครอบครัวและขนย้ายทรัพย์สินไปสิงคโปร์ ส่วนตัวเองยังอยู่อินโดนีเซีย คนจีนที่มีฐานะด้อยกว่าจะกลับไปประเทศจีน แต่คนจีนส่วนใหญ่ยังอยู่ที่อินโดนีเซีย พวกเขาส่วนใหญ่มีฐานะยากจนหรือปานกลาง มีเพียงคนส่วนน้อยที่เป็นนายทุนใหญ่ ซึ่งสามารถอยู่รอดและขยายกิจการจากการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับผู้มีอำนาจ

รัฐบาลอินโดนีเซียหลังซูฮาร์โต ได้ปรับเปลี่ยนนโยบายต่อคนจีน โดยมีการผ่อนคลายมาตรการจำกัดต่างๆ และแสดงความเป็นมิตรต่อคนจีนมากขึ้น รัฐบาลได้อนุญาตให้เปิดสอนภาษาจีนนอกเวลาเรียนและยกเลิกคำสั่งปิดหนังสือพิมพ์จีนในปี 2000 ปีต่อมาก็ได้ยกเลิกคำสั่งห้ามนำเข้าสื่อสิ่งพิมพ์และสื่อวัฒนธรรมภาษาจีน นอกจากนี้ ยังมีการผ่อนปรนเกี่ยวกับการตั้งสมาคมของชาวจีนและการจัดพิธีกรรมต่างๆ ตามประเพณีจีน

บรรยากาศที่ดีขึ้นเรื่อยๆ นี้ทำให้คนจีนเริ่มมองเห็นความหวังในการอยู่อย่างมีศักดิ์ศรีและได้รับการปฏิบัติที่เสมอภาค ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขาใฝ่ฝันมานาน แต่อย่างใดก็ตาม กฎระเบียบจำนวนมากที่จำกัดและกีดกันคนจีนยังไม่ได้ยกเลิก ความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์ต่อคนจีนยังฝังแน่นอยู่ในใจของคนพื้นเมือง และสังคมอินโดนีเซียยังประกอบด้วยคนจนเป็นหลัก คนเหล่านี้ยังคงง่ายต่อการถูกชักจูงให้ระบายอารมณ์กับคนจีนและปล้นชิงทรัพย์สินของคนจีนมาเป็นของตน

ประวัติศาสตร์ ปัญหาชนชาติอินโดนิเซีย คลั่งไล่ฆ่าคนจีนตายกว่าพันศพ

การได้มาซึ่งความเสมอภาคของคนจีนอินโดนีเซียจึงยังต้องใช้ความพยายามและใช้เวลาอีกยาวนาน

นอกจากปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างคนพื้นเมืองกับคนจีนแล้ว อินโดนีเซียยังมีปัญหาขัดแย้งระหว่างชาวมุสลิมกับชาวคริสต์ ความขัดแย้งระหว่างชาวพื้นเมืองดั้งเดิมกับผู้อพยพมาใหม่ และการเคลื่อนไหวแบ่งแยกดินแดนของชาวโมลุกกะใต้ ชาวอิเรียนจายาและชาวอาเจะห์

ในสมัยอาณานิคม เนเธอร์แลนด์ได้รับสมัครชาวแอมบอนที่นับถือศาสนาคริสต์มาเป็นทหาร เพื่อใช้เป็นเครื่องมือปราบปรามชาวอินโดนีเซียที่นับถือศาสนาอิสลาม การกระทำของเนเธอร์แลนด์ได้สร้างความร้าวฉานขึ้นระหว่างชาวอินโดนีเซียที่นับถือสองศาสนานี้ และเป็นต้นเหตุสำคัญของความขัดแย้งทางศาสนาที่ยืดเยื้อมาถึงทุกวันนี้

อินโดนีเซียภายหลังได้รับเอกราช มีการกระทบกระทั่งระหว่างสองศาสนานี้เกิดขึ้นประปราย แต่ไม่ถึงกับรุนแรงมาก ตอนหลังเมื่อกระแสอิสลามทั่วโลกขึ้นสูง แนวคิดในการใช้ความรุนแรงจัดการปัญหาศาสนาได้แพร่เข้าสู่อินโดนีเซีย การกระทบกระทั่งทางศาสนาจึงเกิดบ่อยขึ้น จนกระทั่งเกิดการปะทะรุนแรงที่แอมบอนในปี 1999 หลังเหตุการณ์ครั้งนี้ องค์กรสุมลิมหัวรุนแรง เช่น Laskar Jihad และ Islamic Defenders Front พยายามรวบรวมคนไปทำสงครามศักดิ์สิทธิ์ที่แอมบอน

ความพยายามของพวกเขาแม้จะถูกขัดขวางโดยรัฐบาลอินโดนีเซีย แต่ก็แสดงถึงความน่าวิตกที่ประเด็นเรื่องศาสนาอาจกลายเป็นปัญหาขัดแย้งรุนแรงของอินโดนีเซียในวันข้างหน้า

ปัญหาความขัดแย้งระหว่างชาวพื้นเมืองดั้งเดิมกับผู้อพยพเป็นผลมาจากนโยบายระบายพลเมืองที่แออัดจากชวาและมาดูราไปยังเกาะอื่น รัฐบาลอินโดนีเซียได้ให้การสนับสนุนผู้อพยพด้วยการจัดสรรที่ดินทำกิน ให้เงินกู้และอำนวยความสะดวกอื่นๆ ในขณะที่ชาวพื้นเมืองดั้งเดิมของท้องถิ่นนั้นเกิดความรู้สึกว่าพวกเขาถูกผู้มาใหม่แย่งที่ดินทำกิน แย่งโอกาสในการทำงานและถูกทอดทิ้งจากรัฐบาล ความไม่พอใจต่อผู้อพยพและรัฐบาลจึงสะสมเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ การกระทบกระทั่งระหว่างคนสองกลุ่มนี้จึงเกิดขึ้นตลอดทั้งที่สุมาตรา สุลาเวสีและเกาะอื่นๆ

ส่วนกรณีร้ายแรงที่สุดเกิดที่กะลิมันตันในปี 1999-2001 ซึ่งเกิดจากชาวดายัคที่เป็นชนเผ่าดั้งเดิมของกะลิมันตันก่อจลาจลสังหารชาวมาดูราที่เป็นผู้อพยพ ในระยะนั้นมีชาวมาดูราถูกฆ่าตัดศีรษะจำนวนมาก นับเป็นเหตุการณ์สยองขวัญที่สะเทือนใจผู้อพยพอย่างมาก จนทำให้ไม่มีคนยอมอพยพไปที่เกาะนี้อีก

ชนกลุ่มน้อยที่ทำการเคลื่อนไหวแบ่งแยกดินแดนในอินโดนีเซียกลุ่มแรกคือชาวแอมบอนหรือโมลุกกะใต้ มูลเหตุการแบ่งแยกดินแดนมาจากเรื่องศาสนาดังที่กล่าวมาแล้ว ชาวแอมบอนเคยเคลื่อนไหวหนักในสมัยประธานาธิบดีซูฮาร์โต และมีการจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นประเทศโมลุกกะใต้ที่เนเธอร์แลนด์ แต่ตอนหลังเงียบไป เมื่อความขัดแย้งทางศาสนารุนแรงขึ้น การเคลื่อนไหวแบ่งแยกดินแดนของชาวแอมบอนมีทีท่าว่าจะฟื้นขึ้นมาใหม่ ซึ่งอาจเป็นปัญหาหนักอกของรัฐบาลอินโดนีเซียในอนาคตก็เป็นได้

ชาวอินโดนีเซียอีกกลุ่มหนึ่งที่เคลื่อนไหวแบ่งแยกดินแดนคือชาวอิเรียนจายาหรือชาวนิวกีนี นิวกีนีเป็นเกาะใหญ่อันดับสองของโลก ในสมัยล่าอาณานิคม นิวกีนีถูกแบ่งเป็นสามส่วน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นของเยอรมนีเรียกว่าปาปัว ภาคตะวันออกเฉียงใต้เป็นของอังกฤษเรียกว่านิวกีนี ส่วนภาคตะวันตกเป็นของเนเธอร์แลนด์เรียนว่าอิเรียนตะวันตกหรืออิเรียนจายา อิเรียนจายาไม่เคยมีส่วนร่วมในประวัติศาสตร์ของอินโดนีเซีย เพียงแต่อยู่ใต้การปกครองของเนเธอร์แลนด์ร่วมกันเท่านั้น

เมื่อเนเธอร์แลนด์ให้เอกราชแก่อินโดนีเซีย เนเธอร์แลนด์ไม่ได้มอบอิเรียนจายาให้ไปด้วย อินโดนีเซียได้เรียกร้องรวมอิเรียนจายา และได้ส่งกองกำลังเข้าไปก่อกวนในอิเรียนจายา จนในที่สุดเนเธอร์แลนด์ก็ยอมมอบอิเรียนจายาให้อินโดนีเซียเมื่อปี 1963

ชาวอิเรียนจายาเริ่มไม่พอใจรัฐบาลกลางเมื่อทางการอินโดนีเซียให้บริษัทต่างชาติเข้าไปสร้างเหมืองทองแดงใหญ่ที่สุดในโลกขึ้นที่เกาะนั้น และยังมีเหมืองถ่านหิน เหมืองทองคำและกิจการขุดเจาะน้ำมันขนาดใหญ่เกิดขึ้นที่นั่น รายได้จากกิจการเหล่านี้ถูกส่งเข้ารัฐบาลกลางหมด ชาวอิเรียนจายาไม่ได้ทั้งค่าสัมปทาน เงินภาษีอากรและตำแหน่งการงาน สิ่งที่เหลือไว้ให้ชาวพื้นเมืองมีเพียงสภาพแวดล้อมที่ถูกทำลายและมลภาวะต่างๆ เท่านั้น

ชาวอิเรียนจายาได้เคลื่อนไหวแยกตัวออกจากอินโดนีเซียเมื่อทศวรรษ 1990 จนถึงขณะนี้มีความคืบหน้าน้อยมาก เนื่องจากชาวพื้นเมืองอิเรียนจายามีวัฒนธรรมต่ำมาก ตอนที่เนเธอร์แลนด์เข้ามายึดครอง ชาวพื้นเมืองเหล่านี้ยังอยู่ในยุคหิน นอกจากนี้ ยังแบ่งเป็นชนเผ่าที่มีความแตกต่างทางภาษาและวัฒนธรรมนับร้อยเผ่า จึงไม่มีจุดร่วมทางประวัติศาสตร์หรือวัฒนธรรมที่สามารถร้อยชนเผ่าต่างๆ ให้รวมกันต่อสู้เพื่อเอกราช พลังที่แสดงออกมาจึงอ่อนมาก

การต่อสู้แบ่งแยกดินแดนของชาวอาเจะห์มีมานานแล้ว สาเหตุของการแบ่งแยกดินแดนมาจากความภูมิใจในประวัติศาสตร์และความไม่พอใจต่อการจัดสรรรายได้จากทรัพยากรของอาเจะห์ อาเจะห์เคยเป็นรัฐสุลต่านที่รุ่งเรือง และเป็นรัฐที่ต่อสู้กับนักล่าอาณานิคมตะวันตกอย่างแข็งขัน อาเจะห์ได้สู้รบกับโปรตุเกสเกือบตลอดเวลาตั้งแต่โปรตุเกสเข้ายึดมะละกาจนกระทั่งถูกเนเธอร์แลนด์ขับออกไป หลังจากนั้นอาเจะห์ได้ต่อสู้กับเนเธอร์แลนด์ยืดเยื้อยาวนาน จนถึงปี 1912 ถึงได้ยุติการสู้รบ และถูกรวมเข้ากับอาณานิคมของเนเธอร์แลนด์โดยเด็ดขาด

อาเจะห์มีทรัพยากรสำคัญคือก๊าซธรรมชาติ แต่รายได้จากก๊าซธรรมชาติถูกรัฐบาลกลางเอาไปหมด รัฐบาลกลางจัดสรรงบประมาณให้อาเจะห์เพียงน้อยนิด จึงสร้างความไม่พอใจแก่ชาวอาเจะห์ ชาวอาเจะห์ได้เรียกร้องให้แบ่งผลประโยชน์อย่างยุติธรรม แต่ก็ไม่ได้รับการตอบสนองจากรัฐบาล ชาวอาเจะห์บางกลุ่มจึงได้จับอาวุธขึ้นมาสู้รบกับรัฐบาล จนกลายเป็นสงครามยืดเยื้อที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก

รัฐบาลอินโดนีเซียหลังซูฮาร์โตพยายามแก้ปัญหาชนกลุ่มน้อยต่างๆ รัฐบาลได้กระจายอำนาจแก่ท้องถิ่นตั้งแต่ปี 2001 รัฐบาลท้องถิ่นนอกจากมีอำนาจในการจัดการกิจการของตนมากขึ้นแล้ว ยังได้รับส่วนแบ่งรายได้จากกิจการปิโตรเลียม 15% ก๊าซธรรมชาติ 30% และรายได้จากภาษีท้องถิ่นต่างๆ ประมาณ 80% ซึ่งสร้างความพอใจระดับหนึ่งแก่ชาวอาเจะห์

ต่อมาเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2004 ได้เกิดภัยธรรมชาติสึนามิ อาเจะห์ถูกทำลายย่อยยับ รัฐบาลกลางได้ทุ่มเทให้ความช่วยเหลืออาเจะห์อย่างเต็มที่ ทำให้ทัศนคติของชาวอาเจะห์ที่มองรัฐบาลกลางดีขึ้นมาก จึงเกิดบรรยากาศที่เอื้อต่อการสมานฉันท์ รัฐบาลได้ฉวยโอกาสนี้เจรจากับผู้นำอาเจะห์ ต่อมาก็ได้บรรลุข้อตกลงที่ให้อาเจะห์มีอำนาจปกครองตนเองมากขึ้น แต่ยังรวมอยู่กับอินโดนีเซีย ทั้งสองฝ่ายได้ลงนามข้อตกลงนี้เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2005 สันติภาพจึงกลับคืนมาสู่อาเจะห์อีกครั้งหนึ่ง

ยังมีดินแดนอีกแห่งที่เคยอยู่ใต้การปกครองของอินโดนีเซีย แต่สามารถแยกตัวไปตั้งเป็นประเทศอิสระ นั่นคือติมอร์ตะวันออกหรือติมอร์เลสเต ดินแดนนี้เป็นอาณานิคมของโปรตุเกสนานถึง 450 ปี จนได้รับเอกราชเมื่อเมื่อเดือนสิงหาคม 1975 แต่ผ่านไปไม่กี่เดือนก็ถูกอินโดนีเซียส่งทหารเข้ายึดครอง แล้วผนวกเข้าเป็นจังหวัดหนึ่งของตน

ชาวติมอร์ตะวันออกได้ทำการต่อสู้ทุกรูปแบบทั้งการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธ การชุมนุมประท้วงในเมืองและการเรียกร้องความเห็นใจจากนานาชาติ เพื่อทวงเอกราชคืนจากอินโดนีเซีย ในที่สุดความพยายามของพวกเขาก็ประสบความสำเร็จ รัฐบาลฮาบีบีของอินโดนีเซียที่สืบต่อจากซูฮาร์โต ได้ประกาศให้เอกราชแก่ติมอร์ตะวันออก หากพวกเขาแสดงเจตนาชัดเจนว่าไม่ต้องการอยู่กับอินโดนีเซีย

ต่อมาสหประชาชาติได้ส่งกองกำลังรักษาสันติภาพเข้าไปติมอร์ตะวันออก และจัดให้ให้มีการลงประชามติเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 1999 ผลการลงประชามติปรากฏว่า ชาวติมอร์ตะวันออกส่วนใหญ่ต้องการแยกไปเป็นประเทศเอกราช อินโดนีเซียยอมรับผลการลงประชามติ จึงมอบให้สหประชาชาติบริหารดินแดนนี้และถอนทหารออกไปหมด

ติมอร์ตะวันออกนับเป็นดินแดนแห่งแรกที่ประสบความสำเร็จในการแยกตัวออกจากอินโดนีเซีย

อินโดนีเซียเป็นประเทศใหญ่ที่มีกลุ่มชนต่างเชื้อชาติ ศาสนาและวัฒนธรรมอยู่รวมกันจำนวนมาก จึงเป็นประเทศที่มีปัญหาชนชาติและศาสนามากที่สุดประเทศหนึ่งของโลก ปัญหาชนชาติและศาสนาของอินโดนีเซียยังถูกจัดการแบบผิดๆ หรือถูกขยายในสมัยปกครองที่นานถึง 48 ปีของซูการ์โน และซูฮาร์โต ปัญหาต่างๆ จึงสะสมคั่งค้างมาก แต่ยังนับว่าโชคดีที่รัฐบาลชั่วคราวของฮาบีบี และรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งทุกรัฐบาล ต่างให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาชนชาติและศาสนา และใช้วิธีสมานฉันท์แทนการปราบปรามในอดีต ปัญหาต่างๆ จึงคลี่คลายลงมาก ที่เห็นผลชัดเจนคือการยอมคืนเอกราชแก่ติมอร์ตะวันออก การยุติสงครามอาเจะห์และการผ่อนคลายข้อจำกัดต่างๆ ต่อคนจีน
ดังนั้น หากรัฐบาลใช้ความพยายามต่อไปเรื่อยๆ โอกาสที่จะเห็นความสมานฉันท์ปรองดองของคนในชาติและความสงบร่มเย็นเกิดขึ้นในอินโดนีเซียคงเป็นสิ่งที่ไม่ไกลเกินเอื้อม

นีคือจดหมายของเด็กหญิงชาวจีนคนนึงได้เขียนไว้อย่างน่าสลดใจ

ฉันชื่อ วิเวียน อายุ 18
ครอบครัวเราอาศัยอยู่ในเมืองที่คิดว่าปลอดภัย
วันที่ 14 พ.ค. 1998 9,15 น
มีกลุ่มคนจำนวนหนึ่งได้บุกเข้ามายังตึกที่เราอาศัยอยู่
พร้อมตะโกนว่า “เราจะฆ่าคนจีนทิ้ง”
เราอาศัยอยู่ชั้น 7 พวกเราและเพื่อนบ้านได้หนีขึ้นไปชั้น 15
หลบซ่อนตามกำแพง
พวกเราได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือจากผู้หญิงและเด็ก
ฉันได้ยินเสียงคนอายุประมาณ10 ขวบร้องว่า
“แม่ แม่จ่า ช่วยด้วย หนูเจ็บ… ”
ตอนนั้นฉันยังไม่รู้ว่าเด็กนั้นถูกข่มขื่น
ผ่านไปครึ่งชั่วโมง เสียงร้องได้เงียบไป
พวกเราจึงได้พากันเดินลงไป
สิ่งที่เราเห็นคือ ร่างของหญิงสาวและเด็กเล็กมากมายนอนล้มอยู่กับพื้น
พระเจ้าเกิดอะไรขึ้น

น้องสาวฉัน เฟนนี่ หวาดกลัวกรีดร้องกับภาพที่เห็นอย่างบ้าคลั่ง
กอดพ่อไว้แน่น พวกเรากลัวและร้องไห้
ค่อย ๆ เดินลงไปถึงชั้น 10
สิ่งที่เราเห็นคือ…..ชายหนุ่มกำลังรุมข่มขืนหญิงอายุ 20กว่า

พวกเรารู้ว่า อันตรายกำลังเข้ามา… จึงพากันหนีแต่
เฟนนี่ถูกพวกมันจับตัวไว้ พวกมันมีกันประมาณ 60 กว่าคนได้
ฉัน พ่อแม่ น้องชาย น้าชายน้าสะใภ้ถูกพวกมันจับตัว
เฟนนี่ ถูกพวกมันลากไปที่โซฟา
ฉันตะโกนอ้อนวอนให้ปล่อยน้อง แต่โดนมันตบ
พ่อถูกพวกมันใช้ไม้ตีจนสลบ
แม่สลบไปตั้งแต่น้องโดนลากตัวไป
น้าชายได้ต่อรองเงินกับพวกมัน
แต่ไร้ประโยชน์ เฟนนี่ ถูกพวกมัน 5 คนข่มขืนต่อหน้าพวกเรา
ก่อนข่มขืน พวกมันตะโกนว่า AllAhuAkbAr,,,

พวกมันประมาณ 9 คนลากฉันและน้าสะใภ้ออกมา
หลังจากนั้นฉันไม่รู้สึกตัวอีกเลย มารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนเย็น
เห็น พ่อกอดแม่และน้องชายไว้
ส่วนน้าสะใภ้ร้องไห้กอดร่างไร้สติของน้าชายไว้

หลังจากนั้นวันที่ 2 ฉันได้ถูกส่งไปโรงพยาบาล Pluit
ผ่านไป 1 อาทิตย์ฉันจึงรู้ว่าเฟนนี่ น้องสาวฉันตายแล้ว
เพราะเฟนนี่ดันขัดขืนจึงถูกพวกมันใช้มีดแทงที่ท้อง
พวกเราทุกคนเหมือนฝันร้าย
และหวังให้ตื่นจากฝันร้ายนี่ซะที
มันเป็นความเจ็บแค้นที่ทิ่มแทงใจพวกเราตลอดเวลา
ทุกท่านช่วยส่งเมล์นี้ต่อ ๆ ไป

เพื่อให้ทุกคนได้รู้ว่า ชาวอินโดนีเซียได้ทำร้ายพวกเราชาวจีนอินโด
ซึ่งเป็นประชากรประเทศเดียวกัน
ชาวจีนอินโดถูกคนอินโดข่มขืน ทารุณ ฆ่า
บ้านและร้านค้าถูกปล้นและเผา
บางคนที่ข่มขืนยังถูกเผาทั้งเป็น
เรื่องร้ายๆ นี้กลับไม่ไดั้รับการตรวจสอบช่วยเหลืออย่างแท้จริง
และ ยังไม่มีหน่วยงานใดออกมารับผิดชอบ
กับเหตุการณืที่เกิดขึ้นอย่างจริงจัง

ฉันจึงขอความกรุณาทุกท่านช่วยส่งเรื่องราวเลวร้ายนี้
ให้ชาวโลกรับรู้ พวกเราก็ต้องการความเป็นธรรม
ไม่ต้องการมีชิตอย่างหวาดกลัวและผวาอย่างนี้ต่อไป
物質或物品的詳細描述。

我的名字是維維安,18歲。
我們生活在一個家庭中有人相信安全。
5月14日1998年9,15。
有多少人涉水到我們生活的建設。
隨著指出。 “我們將殺死人離開中國。”
我們生活的7層我們和鄰居都逃到了前15名。
隱藏在牆上。
我們聽到呼聲的幫助婦女和兒童。
我聽到有人說,年齡大約 10歲。
“美美寫幫助老鼠痛苦…”.
當時我也知道,兒童被討厭的欺負。
超過半小時。留言平靜。
因此,我們又走了。
我們看到的是什麼。草案的許多年輕婦女和兒童睡在地上。
主,會發生什麼。

我的妹妹是害怕影響尖叫看到一個瘋狂的圖片。
他們的父親擁抱緊。我們的恐懼和哭泣。
慢慢地移動到新層 10。
我們看到的是,年輕男性溫暖 …..強姦 20歲以上的女性。

我們知道這種危險是…但需要另一個逃跑。
皮爾斯是一個釘子到他們。他們每年約有 60多人。
我的父母,叔叔阿姨哥哥被他們捉住。
此接口是將它們拖到沙發。
我弟弟讓出召喚,但是面對它,一記耳光。
父親是蝙蝠,他們昏厥。
無意識姐妹從母親的身體拖打。
叔叔來同他們談判付款。
但是,這是一個無用的接口,5人強姦他們在我們面前。
強姦出來之前,。 AllAhuAkbAr,,,。

9人拖他們對我的姑媽去。
之後說,我看不到一個。察覺再次在傍晚。
看到護士的母親和父親是兄弟。
在叔叔阿姨含淚擁抱草案沒有意識了。

2天之後,我被送往醫院 Pluit。
一周前,所以我知道弗雷德因為在此。我姐姐已經死了。
弗雷德是一個反叛力量,因為這是他們用刀刺傷腹部。
我們都像一場噩夢。
並希望從夢魘中醒來ซะ噸。
具有諷刺意味的,它是明智的是,我們在任何時候。
所有您發送電子郵件這種方式。

每個人都知道。我們可以反對印尼印支。
這在相同的人口。
印度支那人死亡印度不人道強姦。
住宅和商店被搶劫和燒毀。
有些人被強姦的股份。
這回是不是個別達格監察真正幫助。
任何單位和任何責任。
由於事件發生ณื嚴重。

因此,我要求大家你發送這個可怕的故事。
世界實現。我們要討回公道。
捷不想要一個不堪震驚今年及未來。

ที่มา>>>www.matichonweekly.com

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *